ภาวะโลกร้อนที่เกียวโต

พิธีสารเกียวโต หรือที่มีชื่อเต็มอย่างเป็นทางการว่า

Kyoto Protocol to the United Nations Framework Convention on Climate Change

ซึ่งเป็นมาตรการทางกฎหมาย ที่ใช้ในการดำเนินการ เพื่อบรรลุเป้าหมาย ในการรับมือกับภาวะโลกร้อน

มีผลบังคับใช้ไปเรียบร้อยแล้ว โดยประกาศในข้อตกลง ครั้งประวัติศาสตร์

ว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศโลก ขององค์สหประชาชาติ

ประเทศที่ให้สัตยาบันในพิธีสารนี้ ต้องหามาตรการ ในการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก

ออกสู่ชั้นบรรยากาศ โดยเฉพาะประเทศอุตสาหกรรมสำคัญ 34 ประเทศให้ได้ 5.2 เปอร์เซ็นต์

ภายในปี พ.ศ. 2555

ซึ่งประเทศที่มีการปล่อยก๊าซเรือนกระจก ออกสู่บรรยากาศมาก อย่างเช่น สหรัฐอเมริกา ออสเตรเลีย จีน

และอินเดีย ล้วนยังไม่ได้ให้สัตยาบัน กับพิธีสารดังกล่าว

 


จะด้วยเหตุอันใดก็แล้วแต่ ผลการศึกษาของนักวิทยาศาสตร์ ในประเทศสหรัฐอเมริกา

ซึ่งเป็นตัวการสำคัญ ในการปล่อยก๊าซเรือนกระจก โดยเฉพาะคาร์บอนไดออกไซด์

ส่วนใหญ่ล้วนมีข้อสรุปในทิศทางเดียวกันว่า ก๊าซเรือนกระจก เป็นสาเหตุที่ทำให้โลกร้อนขึ้น

และแน่นอนว่า มาจากฝีมือของมนุษย์ ไม่ใช่เกิดขึ้นเองตามธรรมชาติ เหมือนกับที่ใครบางคน

พยายามอ้างเพื่อทำให้เกิดความลังเล และซื้อเวลาต่อไปอีกสักระยะหนึ่ง

รายงานจาก American Association for the Advancement of Science

ซึ่งออกมาหลังจากพิธีสารเกียวโต มีผลบังคับใช้ 1 วัน แสดงให้เห็นว่า

โลกกำลังร้อนขึ้นจริงๆ ด้วยผลการศึกษา ที่อ้างอิงจากระดับอุณหภูมิ ของน้ำทะเลในมหาสมุทร

ที่นักวิทยาศาสตร์ระบุว่า เป็นดรรชนีชี้วัดได้ดีที่สุด เกี่ยวกับการอุบัติของภาวะโลกร้อน

จากข้อมูลอุณหภูมิ ที่ถูกบันทึกไว้กว่าล้านเรคคอร์ด

โดย U.S. National Oceanic and Atmospheric Administration

และแบบจำลองทางคอมพิวเตอร์ ทำให้นักวิทยาศาสตร์ทราบว่า โลกร้อนกำลังเกิดขึ้นและดำเนินอยู่

โดยมีสาเหตุมาจาก ก๊าซเรือนกระจกที่มากเกินไป ในชั้นบรรยากาศ และไม่ได้มีสาเหตุหลัก

มาจากการเปลี่ยนแปลงของดวงอาทิตย์ หรือการระเบิดของภูเขาไฟ

หิมะและธารน้ำแข็งที่ลดลง จะส่งผลกระทบต่อแหล่งน้ำ ที่มีแหล่งกำเนิดมาจากทั้งสองแหล่งดังกล่าว

บนเทือกเขาสูง

(อย่าลืมว่า แหล่งกำเนิดของแม่น้ำโขง ก็มาจากการละลายของหิมะ บนเทือกเขาหิมาลัยเช่นกัน)

ภาวะแห้งแล้ง อาจเกิดขึ้นเร็ว และกินช่วงระยะเวลานาน กว่าที่เคยเป็นมาในอดีต

ที่นักวิทยาศาสตร์เป็นห่วง ก็คือการละลายของธารน้ำแข็ง และภูเขาน้ำแข็ง บริเวณขั้วโลก

โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เกาะกรีนแลนด์ ซึ่งถ้าหากว่าละลายหมด จะสามารถทำให้ระดับน้ำทะเล

เพิ่มสูงขึ้นถึง 23 ฟุตเลยทีเดียว นอกจากนั้นแล้ว น้ำที่เกิดจากการละลายของน้ำแข็ง จะส่งผลกระทบ

ต่อระบบการหมุนเวียน ของกระแสน้ำ ในมหาสมุทร ที่เราเรียกว่า Ocean Conveyer Belt


ถ้าหากว่าระบบดังกล่าวหยุดลง ประเทศทางแถบซีกโลกเหนือ จะต้องเผชิญกับความหนาวเย็นสุดขั้วในฤดูหนาว

เนื่องจากกระแสน้ำอุ่น ไม่สามารถไหลขึ้นไปหล่อเลี้ยง

ทำให้เกิดความอบอุ่นเพียงพอได้ ซึ่งเป็นที่สันนิษฐานกันว่า

ความหนาวเย็นผิดปกติ ที่เกิดขึ้นทางภาคตะวันตกเฉียงเหนือ ของอเมริกา ที่ผ่านมานี้

อาจเป็นการส่งสัญญาณเตือนถึง ความผิดปกติที่กำลังเกิดขึ้น

ที่นอกไปจากนั้นก็คือ การละลายของน้ำแข็ง ยังเป็นสาเหตุสำคัญ ของการลดลงของสสาหร่ายทะเล

และแพลงก์ตอน ที่เป็นเสมือนกับอารหารหลัก ของบรรดาสัตว์ทะเล

ซึ่งถือได้ว่า เป็นผู้ผลิตของห่วงโซ่อาหาร

โดยมีมนุษย์อยู่ท้ายสุด ของห่วงโซ่นั่น

 

 

เอามาจากสมาคมนิวเคลียร์แห่งประเทศไทยครับ เฮ้อ.. ไม่อยากคิด

Comment



smilebig smileopen-mounthed smileconfused smilesad smileangry smiletonguequestionembarrassedsurprised smilewinkdouble winkcry

Tweet

อ่านแล้วสลดเลยค่ะ
...ถ้่าเป็นแบบนั้นจริง ๆ
T_T ถึงตอนนั้นคงแก้ไขอะไรไม่ทันแล้ว
เราคงต้องมาร่วมมือกันตั้งแต่ตอนนี้แล้วล่ะเนาะ

#1 By ☆ Mynt on 2007-10-15 04:13

เป็นภาวะที่น่าเป็นห่วงจริงๆครับ ถ้ารุ่นเราไม่มีใครทำอะไรจะกลายเป็นตราบาปให้เด็กรุ่นหลังอย่างมาก

#2 By นายฉิม on 2007-10-15 09:09

เป็นภาวะที่น่าเป็นห่วงจริงๆค่ะ

เรื่องโลกร้อน เป็นเรื่องที่ทันสมัยใกล้ตัวเราจริงๆ

หุหุหุ

ที่ รร . นู๋ก็พูดเรื่องโลกร้อนเหมือนกันค่ะ

แบบว่า เมืองไทยเราเหมาไปเยอะแล้วด้วย

ถ้าเมืองไทยมีหิมะหน่อย คงจะเหมาเอาไปหมดแน่เลย ตัวการทำโลกร้อนเนี่ย เหอะ
ถ้าสหรัฐไม่ร่วมมือ เราจะทำอะไรได้นะ ขอให้สวรรค์ลงโทษละกัน

น่าเป็นห่วงครับ เพราะเค้ากุมทุกอย่างอยู่ในมือ ถ้าเค้าไม่ทำตาม ก็อยากที่จะไปบีบบังคับได้

#4 By เจ้าชายน้อย on 2007-10-15 11:25

เราทำงานแต่ละอย่างเกี่ยวกับเรื่องนี้เยอจริงๆนะ
ทั้งรายงาย งายนำเสนอ แล้วก็อะไรอีกมากมายเลย
เรารู้สึกโดยส่วนตัวเองว่ามันร้ายแรงมาก
เราอยากให้ผุ้คนหันมาสนใจมากกว่านี้นะ
ถึงตอนนี้จะเริ่มมีคนสนใจปัญหานี่แล้ว แต่ก้ยังไม่ถึงในระดับที่จะร่วมมือช่วยกันได้ใช้มั้ยล่ะ
เราว่ามีบลอคยังงี้ก็ดีนะ^^
ช่วยให้คนอื่นๆได้รู้สึกถึงปัญหานี้ได้มากเลย^^

#5 By shinsh (125.25.48.76) on 2007-10-15 12:25

คิดว่าทุกฝ่าย หรือเรียกง่ายๆว่าคนทั้งโลกน่าจะร่วมมือกันน่ะค่ะ
รวมกันเราอยู่ แยกหมู่โลกแตกค่ะbig smile

#6 By Oh_o! ~*~ step up~*~ on 2007-10-15 12:46

อุดมการณ์เดียวกันเลยครับ
แต่เรื่องพวกนี้ หลายๆ คนก็ยังมีแนวคิดว่าเป็นเรื่องไกลตัวนะครับ
ความจริงแล้วไม่ใช่เลย
คนได้รับผลกระทบก็ตัวเราเต็มๆ
ต้นเหตุก็เราๆ ท่าน ๆ ทุกคนเต็มๆ
บางคนก็คิดว่าไอ้เราก็แค่จุดเล็กๆ บนโลก ทำอะไรไปมันก็แค่จุด
แต่อย่าลืมนะครับว่า หากหลายๆ คน
ต่างคนต่างทำ หรือร่วมมือกันทำ มันก็สามารถทำให้อะไรหลายๆ อย่างเปลี่ยนแปลงได้
เริ่มตั้งแต่วันนี้เถอะครับ
....
Ps. ขอ add นะครับ

thx ครับ

#7 By apple666 (Nopphasul) on 2007-10-15 14:44

ภาวะน่าเป็นห่วงจริงๆครับ

คนเรายังไม่ปรับเปลี่ยน

แม่แต่ตัวผมเองนี่หละ ยังชั่งใจอยู่เลย

สงสัยอีก 10 ปีจะเป็นไงน๊าา

http://www.eataround.com

#8 By My Goddy on 2007-10-15 18:44

ต่อให้มีมาตรการเจ๋งๆในการหยุดโลกร้อนมาใช้
ถ้าคนเรามันไม่ทำตามก็แก้ไขอะไรไม่ได้อ่ะนะ

เพราะงั้นเราต้องช่วยกันดูแลโลก
ก่อนโลกจะไม่ให้เราอยู่เน้อ ^^
open-mounthed smile

#9 By ป.ปุ้น,,, on 2007-10-16 12:54

global warming ยังไม่รู้ว่ามันเป็นจริงรึเปล่า

ก่อนเชื่ออะไรขอให้รับข้อมูลหลายๆด้านด้วยครับ

#10 By book on 2007-10-18 13:42

ไม่อยากจะหาว่า เรื่องนี้ มันไม่มีมูลความจริงนะครับ เพราะเรื่องนี้ เท่าที่ผมรู้ พูดกันมาเป็น 10 ๆ ปี แล้ว ตั้งแต่สมัยที่มีรูในชั้นโอโซนอ่า แล้วยิ่งตอนนี้ เรือนกระจกหนาขึ้น มันไม่หนักหรอกถ้า การโคจรเป็นวงกลมอ่า แต่ก็ต้องรออีกแสนปี ตอนนี้ วงโคจรเป็นวงรี ช่วงที่มันรีเข้า แต่กันระห่ำแน่

#11 By หมีขั้วโลก™ on 2007-10-19 08:41

keep our world cool!!

รักโลก*

#12 By Khun Puii on 2007-10-20 01:33

ยอดมากเลยค่ะ

#13 By ~o Uriko o~ on 2007-10-25 11:45

Twitter Button from twitbuttons.com