Liverpool
posted on 26 Oct 2007 12:10 by bboyearth
ประวัติศาสตร์หน้าแรกของ
สโมสร ลิเวอร์พูล ต้องบันทึกว่า ก่อเกิดจาก เอฟเวอร์ตัน สโมสรคู่ปรับประจำเมืองตลอดกาล
โดยเกิดจากการแตกแยกกันของผู้บริหารนั่นเอง แต่เราจะย้อนถึงอดีต ก่อนที่จะถึงการกำเนิดของ
Everton FC. เสียด้วย
เมื่อเทศมนตรีเมืองได้มีมติอนุมัติ สร้างโบสถ์หลังใหม่ และโรงเรียนวันอาทิตย์ แทนโบสถ์เก่า 3 หลัง ของเมืองทีมีสภาพที่ทรุดโทรม และก็ได้ข้อสรุป คือ สร้างที่ ถนน.เบร็ดฟิลด์ นอร์ธ เขต Everton ในเดือน พฤษภาคม 1870 โดยมีขื่อว่า เซนต์ โดมิงโก ซึ่งเป็นศาสนสถานที่ของชาวคริสต์ ในเมืองลิเวอร์พูล โดยเฉพาะวันอาทิตย์
โบสถ์แห่งนี้ เป็นแหล่งชุมชนของ ชนชั้นกลางและกรรมกร และต่างก็มีกิจกรรมร่วมกัน คือ กีฬา นั้นเองและก็ทำให้ชื่อเสียงของ โบสถ์ เซนต์ โดมิงโก เป็นที่แพร่หลาย เริ่มจากทีม คริกเก็ต ของ นักเรียนโรงเรียน เซนต์ โดมิงโก ซึ่งสามารถชนะทุกทีมที่แข่ง เป็นจุดเริ่มของการรวมพลเชียร์ แต่ทว่า คริกเก็ต เป็นกีฬาช่วง หน้าร้อนเท่านั้น แต่ยังคงมีกีฬา เบสบอล ที่จะว่าเป็นที่นิยมมากในขณะนั้น
เด็กๆ ได้ร้องขอคณะสงฆ์ ขอจัดตั้งทีมฟุตบอล (สมัยก่อนไม่มีใครนิยมเล่นกีฬาชนิดนี้ ) แต่เป็นกีฬา รักบี้ ที่เป็นที่นิยมกันมาก แต่คณะสงฆ์ก็ได้อนุมัติให้จัดตั้งทีม ฟุตบอล โดยใช้ชื่อว่า สโมสร เซนต์ โดมิงโก ในปี 1878 ในยุคนี้ 1878 - 1886 มีสโมสรฟุตบอลเกิดขึ้นมากกว่า 150 สโมสร และ สโมสร เซนต์ โดมิงโกEverton FC. ในเวลาต่อมา ได้สร้างความประทับใจให้กับ แฟนบอลเมือง ลิเวอร์พูล และสโมสรแห่งนี้ก้ได้กลายมาเป็น
จากการบันทึกพบว่า เอฟเวอร์ตัน ลงแข่งฟุตบอลอย่างเป็นทางการ ครั้งแรกพบกับ เซนต์ ปีเตอร์ส เมื่อวันที่ 23 ธ.ค. 1879 และก็คว้าชัยได้ด้วย ต่อมาปี 1880 เอฟเวอร์ตัน เข้าร่วมฟุตบอล ลีก ของสมาคม แลงคาเชียร์ ซึ่งต้องพบกันทีมต่างๆเช่น โบลตัน หรือ เบอร์เคนเฮด แต่สนามเหย้าของ เอฟเวอร์ตัน ขณะนั้นก็คือ สวนสาธารณะ Stanley Park ต่อมาสมาคมฟุตบอล แลงคาเชียร์ ออกกฏว่า ทุกทีมต้องมีสนามเหย้า เป็นของตัวเอง ทำให้ Everton ต้องประชุมด่วนที่ โรงแรม แซนดอน ซึ่งโรงแรมนี้เป็นของ จอหน์ โฮลดิ้ง
JOHN
HOULDING นายกเทศมนตรีเมือง ลิเวอร์พูล
นักการเมืองพรรคอนุรักษ์นิยม เป็นผู้ก่อตั้งสโมสร
" LIVERPOOL FC. " และ " EVERTON FC. "
โฮลดิ้ง เป็นผู้คลั่งไคล้ในกีฬาลูกหนังเป็นอย่างมาก เขายังมีตำแหน่งเป็น นายกเทศมนตรี เมือง ลิเวอร์พูล พรรคอนุรักษ์นิยม และเขาก็สามารถผลักดันให้ใช้ ที่ว่าง ถนนเพอรี่ย์ สร้างสนามฟุตบอล โดยมีการจ่ายค่าเช่าตอบแทน จากนั้นไม่นาน เจ้าของที่ก็ต้องการที่ดินคืน ทำให้ จอหน์ ต้องติดต่อกับ จอหน์ โอร์เรล ให้กับ เอฟเวอร์ตัน เช่าที่ราคาถูก และในวันที่ 28 กันยายน 1884 เอฟเวอร์ตัน ได้แข่งนัดแรกที่ Anfield โดยชนะ เอิร์ลสทาวน์ ด้วยสกอร์ 5 - 1
นานวันเข้า เอฟเวอร์ตัน ก็เป็นทีมประจำเมือง ลิเวอร์พูล โดยปริยาย จอหน์ โฮลดิ้ง ได้สร้างอัฒจรรย์เพิ่ม แฟนบอลต่างเข้ามาชมกันมากขึ้น กว่า 8,000 คน จนกระทั่งในปี 1888 ได้จัดให้มีสมาคมฟุตบอลอังกฤษ( F.A.) และระบบนักเตะอาชีพก็เกิดขึ้น ในปี 1885 โดยช่วงแรกนักเตะจะได้รับค่าจ้าง 3 ปอนด์/สัปดาห์ และก็มีสิ่งที่เปลี่ยนแปลงอีกก็คือ บรรดากรรมกรในเมืองลิเวอร์พูล ได้เรียกร้อง ให้มีการหยุดเพิ่มขึ้นจากเดิม วันอาทิตย์ 1 วัน ขอหยุดเพิ่มในช่วงบ่ายของวันเสาร์ (ในสมัยก่อน ลิเวอร์พูล เป็นเมืองท่าสำคัญ และอุตสาหกรรมการต่อเรือ ของอังกฤษ มีกรรมกรทำงานที่นี่เยอะมากๆ )
สโมสร Everton ที่รุ่งเรือง ก็มีจุดเปลี่ยนจนได้เมื่อ จอหน์ โอร์เรล เจ้าของที่เพื่อนซื้ของ โฮลดิ้ง ได้ยกเลิกที่จะให้เช่าสนาม Anfield หลังจากที่เป็นของ Everton กว่า 7 ปี แต่ โฮลดิ้งก็พยายามที่จะขอซื้อ แต่ โอร์เรล ก็โก่งราคาสูงมากๆ โดย จอหน์ โฮลดิ้ง ต้องการ Anfield แห่งนี้เป็นของ Everton แต่สมาชิก 279 คนไม่ยอม และก็เกิด จุดแตกหักกันได้ก็คือ 15 มีนาคม 1892 เอฟเวอร์ตัน ได้ย้ายไปที่สนามใหม่ก็คือ กูดิสันปาร์ค และปล่อยให้ Anfield ล้างมีแต่สนามเปล่าๆ กับ อัฒจรรย์โล้นๆ และจอหน์ โฮลดิ้ง กับ จอหน์ โอร์เรล (เจ้าของที่ว่างเปล่า) ดูเหมือนว่า เอฟเวอร์ตัน จะไปได้สวยกับสนามแห่งใหม่ ขณะที่ Anfield ไม่มีอะไรที่ดีขึ้นเลย แต่ทว่า โฮลดิ้ง ไม่ยอมแพ้ เขาสร้างทีมฟุตบอลใหม่และก็ได้ตั้งชื่อสโมสรว่า LIVERPOOL FC. ตามชื่อเมืองนั่นเอง
ในปี 1892 LIVERPOOL FC. ก็อยู่ที่สนาม Anfield และถือกำเนิดขึ้นมาในปี 1892 นี้เอง (EST.1892) และจอหน์ โฮลดิ้ง ก็ได้พยายามขอจัดตั้งสโมสรฟุตบอล โดยขอสมัครเป็นสมาชิกกับ สมาคมฟุตบอล แต่เขาก็รู้ว่าต้องไม่ได้อย่างแน่นอน เพราะยังเป็นสโมสรใหม่อยู่ แต่เขาก็ไม่ยอมแพ้ เขาได้พบกับ จอหน์ แม็คแคนน่า ผู้รู้ใจเพื่อนสนิทชาว ไอริช ซึ่ง แม็คแคนน่า เป็นคนที่คลั่งไคล้ฟุตบอลมาก และเขาเคยเป็นอดีตนักรักบี้เก่าด้วย
แม็คแคนน่า (ผู้จัดการทีมคนแรกของ ลิเวอร์พูล) ก็เดินทางไปยัง สก็อตแลนด์ เพื่อค้นหานักฟุตบอลฝีมือดี และนี่ก็คือ ก้าวแรกของ สโมสร LIVERPOOL FC. ที่ผูกพันกับนักเตะ สก็อตแลนด์ มาคนแล้วคนเล่าตั้งแต่อดีต - ปัจจุบัน เป็นแนวทางของผู้จัดการทีมของ ลิเวอร์พูล ในยุคต่อๆมา
John
Maccanna ผู้จัดการทีมคนแรกของ ลิเวอร์พูล
"ผู้วางรากฐานทีมให้มีความแข็งแกร่ง
ด้วยพื้นฐานจาก นักเตะสก็อต ทุกยุคทุกสมัย
ทีมลิเวอร์พูล จะต้องมีนักเตะสก็อตแลนด์ เสมอ"
ขณะที่ แม็คแคนนา ได้พยายามหานักเตะเก่งๆ นั้น โฮลดิ้ง ได้สมัครแข่งฟุตบอล แลงคาเชียร์ ไปก่อนในวันที่ 1 กันยายน 1892 ขณะที่ Everton เปิดสนามใหม่ และชนะคู่แข่งได้ 4 - 1 แต่ ลิเวอร์พูล ทำได้ดีกว่าชนะคู่แข่งในลีกแลงคาเชียร์ 7 - 1 โดยหนังสือพิมพ์ต่างประโคมข่าวของ ลิเวอร์พูล ทุกหน้าทุกฉบับ (จอหน์ โฮลดิ้ง เป็นผู้ที่ซื้อหนังสือพิมพ์ทุกฉบับเลย เขาลงทุนควักเนื้อตัวเอง) และมีการบันทึกว่า มัลคอล์ม์ แม็ควีน เป็นนักเตะคนแรกของ ลิเวอร์พูล ที่สามารถทำประตูได้ การประโคมข่าว จากหนังสือพิมพ์ยังดำเนินต่อไป แต่สิ่งที่ตรงกันข้ามก็คือ แฟนบอล เอฟเวอร์ตัน เป็นหมื่นๆ คนแต่กับ ลิเวอร์พูล ไม่ถึง 200 คน จอหน์ โฮลดิ้ง ยังมีกำลังจ่ายเงินค่าจ้างนักเตะ แม้เขาจะขาดทุน แต่เขาก็ทำได้ด้วยใจรักจริงๆ
แต่แล้วผลสำเร็จจากการประโคมข่าวจาก หนังสือพิมพ์ก็ได้ผล เมื่อการแข่งขันนัดที่ 3 มีผู้ชมเข้ามาชมที่สนาม Anfield กว่า 3,000 คน โดยผลในนัดนี้ ลิเวอร์พูล ถล่ม สต็อคตั้น 8 - 1 และแล้วตำนานของ นักเตะชุดแรกของ ลิเวอร์พูล ก็มีการบันทึกว่า ไม่มีคนอังกฤษเลย มีนักเตะ สก็อตแลนด์ ทั้งหมด และไม่นานทีมชุดนี้ก็มีฉายาว่า MACVERPOOL นักเตะ 8 ใน 10 รวมผู้จัดการทีมด้วยมีชื่อ Mac อยู่ด้วยแทบทั้งสิ้น จอหน์ แม็คลีน , จอหน์ แม็คไบรน์ , มิลคอล์ม แม็ควีน , ฮิวจ์ แม็คควีน ,แม็ต แม็คควีน , จอหน์ แม็คคาธี่ย์ , บิล แม็คโอเวน , โจ แม็คส์
|
นักเตะลิเวอร์พูล ชุดแรกของสโมสร ( 1892 / 93 ) |
ฤดูกาลแรก ลิเวอร์พูล ต้องต่อสู้อย่างนักใน ลีกแลงคาเชียร์ แต่ก็สามารถคว้าแชมป์ลีก แลงคาเชียร์ ได้สำเร็จและยังสามารถปราบ เอฟเวอร์ตัน ในนัดชิงชนะเลิศ ฟุตบอลประจำเมือง (คว้า 2 แชมป์ ในฤดูกาลเดียว) แต่ทว่า ในเวลาต่อมาถ้วยทั้ง ๒ ใบถูกขโมยไป ทำให้สโมสรต้องจ่ายเงิน 150 ปอนด์ (สูงมากในเวลานั้น) ผลงานในฤดูกาลแรก แข่ง 22 นัด ชนะ 17 เสมอ 2 แพ้ 3 ได้ 66 เสีย 19 โดยมีแฟนบอลกว่า 8,000 คน
|
จอหน์ แม็คแคนนา นอกจากเป็นผู้จัดการทีมคนแรก ยังดำรงตำแหน่งเป็น เลขาธิการของสโมสรด้วย หลังจากที่ ลิเวอร์พูล สามารถคว้าแชมป์แลงคาเชียร์ แล้ว แม็คแคนนา ได้ส่งสาร ไปยังสมาคมฟุตบอลอังกฤษ ว่า "ลิเวอร์พูล ต้องการสมัคร เข้าแข่งขันใน ดิวิชั่น 2" ซึ่งทางสมาคมตอบกลับมาว่า "ลิเวอร์พูลได้รับการอนุมัติ ขอให้มาที่ ลอนดอนด่วน เพื่อดำเนินการ ด้านเอกสาร" ข่าวนี้ สร้างความตื่นเต้นให้กับ แฟนบอล และนักเตะ และจอหน์ โฮลดิ้งมาก เนื่องจากว่า เขาไม่ได้บอกกับใครเลย
2 กันยายน 1893 ลิเวอร์พูลแข่งใน ดิวิชั่น 2 เป็นประวัติศาสตร์ของสโมสร โดยออกไปเยือน มิดเดิ้ลสโบร์ ไอออนโนโปลิส และก็เป็น ลิเวอร์พูล ที่สามารถเก็บชัยชนะได้ 2 - 0 โดย มัลคอล์ม แม็ควีน คือผู้ยิงประตูแรกในฟุตบอลลีกให้กับสโมสร
9 กันยายน 1893 ที่ Anfield เป็นนัดแรกใน ดิวิชั่น 2 ถล่ม ลินคอล์ม ซิตี้ 4 - 0 และแฟนบอลก็เพิ่มมากขึ้น และในปีนี้เอง ลิเวอร์พูล สามารถคว้าแชมป์ดิวิชั่น 2 ด้วยการไม่แพ้ใครเลย 28 นัด ชนะ 22 เสมอ 6 แต่ทว่าก็ไม่สามารถเลื่อนไปแข่ง ดิวิชั่น 1 เหมือนในปัจจุบัน ต้องแข่งกับ 3 ทีมท้ายตารางในดิวิชั่น 1 เรียกกันว่า "Test Match" และก็เป็น ลิเวอร์พูล ที่สามารถเข้าถึงรอบชิงสุดท้าย พบกับ นิวตั้น ฮีท (แมนฯยูฯ) และก็เป็น ลิเวอร์พูล ที่สามารถชนะไปได้ 2 - 0 ผงาดขึ้นสู่ ดิวิชั่น 1 เพียงแค่ 2 ฤดูกาลที่ก่อตั้งสโมสรเท่านั้น ลิเวอร์พูล สามารถเข้าสู่การแข่ง ดิวิชั่น 1 ลีกสุงสุดของประเทศได้สำเร็จ
แต่ทว่า ดิวิชั่น 1 ไม่ง่ายอย่างที่คิด แข่ง 8 นัด ลิเวอร์พูลทำได้แค่ แพ้ 4 เสมอ 4 แต่สิ่งที่กลับตรงข้ามกับผลการแข่งขันก็คือ แฟนบอลเพิ่มมากขึ้นหลายร้อยเท่าตัวทีเดียว เป็นการยืนยันว่า เมืองลิเวอร์พูล มีทีมฟุตบอลอยู่ 2 ทีมนั่นก็คือ เอฟเวอร์ตัน และ ลิเวอร์พูล ในนัดที่ 9 วันที่ 13 ตุลาคม 1894 ถือเป็น "ดาร์บี้ แม็ตซ์ "แรกของเมืองลิเวอร์พูล โดยแข่งที่ กูดิสัน ปาร์ค มีศักดิ์ศรีเป็นเดิมพัน โดยนัดนี้ เอฟเวอร์ตัน ซึ่งเก่งกว่าสามารถชนะไปได้ 3 - 0 โดยลูกสุดท้ายกองหลัง ลิเวอร์พูลทำเข้าประตูตัวเอง เพราะมองไม่เห็นลูกฟุตบอล(ไม่มีไฟในสนามเหมือนในปัจจุบันนี้) และนัดที่ 2 ที่ Anfield ลิเวอร์พูลทำได้แค่ เสมอ 2 - 2 ส่งผลให้แฟนบอลลดลงกว่าครึ่ง หลังจากนัดนี้ผลงานของ ลิเวอร์พูล ตกต่ำอย่างมากจนถึงกับหล่นสู่ ดิวิชั่น 2
จากนั้นก็มีการเปลี่ยนแปลงเมื่อ แม็คแคนน่า เป็นประธานสโมสร และมี วิลเลี่ยม บาร์เคลย์ W.E.Barclay เป็นเลขาของสโมสร และผู้จัดการทีมควบคู่กันไปด้วย โดยทั้งคู่ประกาศว่า จะพาทีมกลับสู่ดิวิชั่น 1 ให้ได้ภายใน 1 ฤดูกาล เขายังคงซื้อนักเตะจาก สก๊อตแลนด์ มาเสริมทีมอีก เขาได้ ศูนย์หน้า ดาวซัลโวจาก ไลท์ แอตแลนติก ซึ่งเป็นนักเตะทีมชาติ สก็อตแลนด์ คนแรกของสโมสร เขาคือ ยอร์จ อัลลัน อายุเขาน้อยมากเพียง 24 ปีเท่านั้น ในท้ายฤดูกาล 1895 - 1896 ลิเวอร์พูล คว้าแชมป์ดิวิชั่น 2 แพ้แค่ 6 นัด และแข่ง "Test Match" กับ ร็อตเตอร์แฮลม์ ผลก็ออกมา ลิเวอร์พูลถล่ม 10 - 1 โดย ยอร์จ อัลลัน ยิงคนเดียว 4 ลูก เป็นสถิติของสโมสรลิเวอร์พูล เลยทีเดียว
และในฤดูกาลนี้เอง ลิเวอร์พูล สร้างประวัติศาสตร์ สามารถทำประตูได้ 106 ลูก/ฤดูกาล เป็นสถิติแห่ง ศตวรรษ นอกจากนี้ แฟรงค์ เบ็คตั้น นักเตะยอดนิยมของ ลิเวอร์พูล ได้รับเกียรติจากสมาคมฟุตบอลอังกฤษ เรียกตัวรวมทีมดาราลีก อังกฤษ แข่งกับ รวมดาราลีก สก็อตแลนด์ อีกด้วย
จอหน์ แม็คแคนน่า ได้เป็นวีรบุรุษ แห่ง Anfield ที่สามารถสร้างทีมดังที่เขาเคยกล่าวไว้ว่า "ลิเวอร์พูลจะกลับมาให้ได้ภายใน 1 ฤดูกาล" และในฤดูกาลแรกของการกลับสู่ ดิวิชั่น 1 เมื่อจบฤดูกาล ลิเวอร์พูล ได้ตำแหน่งที่ 5 สูงกว่า เอฟเวอร์ตัน และในปีนี้เอง ลิเวอร์พูล สามารถเข้ารอบรองชนะเลิศ เอฟ.เอ.คัพ และถือเป็นสถิติครั้งแรกในประวัติศาสตร์สโมสร โดยพบกับทีม แอสตัน วิลลา และพ่ายไป 3 - 0 แต่ เอฟเวอร์ตัน ได้เข้าชิงชนะเลิศ
จากผลงานของทีม ฤดูกาลที่ผ่านมา ทำให้ จอหน์ แม็คแคนนา เสริมทีมโดยซื้อตัว ทอม วัตสัน เลขาธิการของ สโมสร ซันเดอร์แลนด์ โดยให้เขามาทำหน้าที่เป็น รองเลขาธิการ สโมสรลิเวอร์พูล ซึ่งการลงทุนครั้งนี้คุ้มค่ามากๆ เพราะว่า ทอม วัตสัน ได้วางระบบการสร้างทีมอย่างมืออาชีพจริงๆ ลิเวอร์พูล ได้สร้างนักเตะให้กับทีมชาติ อังกฤษ เมื่อ แฮรรี่ แบรดชอว์ ติดทีมชาติอังกฤษ และ แฟรงค์ เบ็ตตั้น ยอร์จ อัลลัน 2 นักเตะสก็อตแลนด์ ก็ติดทีมชาติชุดชนะอังกฤษ 2 - 1 อีกด้วย
ในปี 1898 - 1889 ลิเวอร์พูล ก็มีการเปลี่ยนแปลงอีก คือ เปลี่ยนแปลงสีเสื้อของทีมเป็น สีแดง รวมถึงคว้านักเตะอีก 2 - 3 คน แร็ป โฮเวลล์ นักเตะเชื้อสาย ยิปซีโรมาเนียน และนักเตะที่เรียกว่า ฮีโร่ ของ ลิเวอร์พูล "อเล็กซ์ เรสเบ็ค" ชาวสก็อต โดยนักเตะคนนี้นั้นเป็นที่ถูกใจของ แม็คแคนน่า มาก เรสเบ็ค สูงเพียง 5.9 ฟุต แต่ด้วยการเล่นที่ดุดัน เขาเป็นคนที่มีใจรัก ลิเวอร์พูล เป็นอย่างมาก จากการที่ได้นักเตะอย่างเขามาทำให้ ลิเวอร์พูล สามารถผงาดสู่ ดิวิชั่น 1 รวมถึงเข้ารอบลึกๆใน F.A.CUP จนหลายคนคิดว่าปีนี้น่าจะได้ "ดับเบิ้ลแชมป์" แต่แล้วทุกอย่างก็แห้วหมดทุกถ้วย ในลีกดิวิชั่น 1 นัดสุดท้ายออกไปเยือน วิลลา นัดนี้ว่ากันว่าใครชนะได้แชมป์เลย แต่ทว่าลิเวอร์พูล พ่ายอย่างหมดรูป 0 - 5 และ F.A.CUP ก็พ่ายให้กับ เชฟฟิลด์ฯเว้นสเดย์ ซึ่งแข่งแล้วแข่งไม่รู้กี่นัดแต่แฟนบอลก็ยังให้การสนับสนุนทีมเป็นอย่างดี แม้ว่าในฤดูกาลต่อมา 1899 - 1900 ลิเวอร์พูล จะทำอันดับได้แค่ที่ 10 เท่านั้น
ฤดูกาล 1900 - 1901 เป็นปีที่ ลิเวอร์พูล คว้าแชมป์ ดิวิชั่น 1 ได้สำเร็จ ซึ่งรอคอยมากว่า 8 ปีทีเดียว ซึ่งไม่มีใครคาดว่า ทีมจะได้แชมป์ดิวิชั่น 1 เพราะแพ้ 8 นัดรวด ประเสียประตูกว่า 31 ลูก แต่ใน 12 นัดสุดท้ายทีมกลับไม่แพ้ใครเลย ชนะ 9 เสมอ 3 และแล้ว การแข่งขันนัดสำคัญ ที่เร้าใจที่สุด ก็คือ นัดที่พบกับ แมนฯซิตี้ ที่ แอนฟิลด์ เพราะว่า ถ้าชนะนัดนี้ จะได้ลุ้นแชมป์ต่อไป และทีมก็สามารถชนะได้ 3 - 1 ต่อมาในนัดสุดท้าย หงส์แดง ต้องออกไปเยือน เวสต์บรอมวิช เอลเบี้ยน ที่สนาม ฮอว์ธอโน ของ เวสบรอมฯ และก็เป็นสปิริตของ เวสต์บรอม ที่ไม่ยอมแพ้ง่ายๆ แต่ก็ถูกลิเวอร์พูล เฉือน 1 - 0 และสามารถคว้าแชมป์ ดิวิชั่น 1 เป็นครั้งแรกของสโมสร
รายชื่อนักเตะชุดแชมป์ดิวิชั่น 1ครั้งแรก ในประวัติศาสตร์สโมสร
ฤดูกาล 1900 - 1901
โรบินสัน, เพอร์กิ้นส์, ดันล็อป, โรเบิร์ตส์, โกลดี้, เรสเบ็ค, ฟ็อคซ์, แซทเทิลเวต,
เรย์บาวด์, วอลค์เกอร์ และนักเตะที่ได้รับการยกย่องที่สุดก็คือ "อเล็กซ์
เรสเบ็ค " กองหน้าจอมตะลุยของทีม
สถิติของสโมสรก็คือ แข่ง 34 ชนะ19 เสมอ 7 แพ้ 8
ทีมได้เดินทางกลับบ้านในวันจันทร์ โดยรถไฟแต่ทว่าเวลานั้นดึกมาแล้ว แฟนบอลหลายหมื่นคน รออยู่แล้วที่สถานีรถไฟ พร้อมกับวงโยธวาทิต ต้อนรับ "วีรบุรุษผู้กลับมาอย่างยิ่งใหญ่" และในเช้าตรู่ของวันนั้น ถ้วยแชมป์ดิวิชั่น 1 ก็มาสู่แอนฟิลด์ ที่สำคัญ จอหน์ โฮลดิ้ง และ จอหน์ แม็คแคนนา ทั้งสองคนมีความภูมิใจ เป็นอย่างมากเขาบอกว่า "ถ้วยแชมป์ดิวิชั่น 1 นี้ เป็นเพียงการเริ่มต้น และต่อไป ถ้วยชนะเลิศฟุตบอลที่ยิ่งใหญ่ จะต้องเรียงราย มาสู่ถิ่นฐานนี้ ทั้งสองคนเชื่อมั่นว่า เป็นเช่นนั้น และปัจจุบัน ถ้วยความสำเร็จต่างๆ จะมาสู่สโมสรเยอะมาก อย่างที่เขาทั้งคู่ได้กล่าวไว้เมื่อ ศตวรรษที่แล้ว"
แต่แล้วความเศร้าก็ต้องมาเยือน เมื่อ จอหน์ โฮลดิ้ง เสียชีวิตใน ค.ศ.1902 ขณะที่เขาอยู่ทางตอนใต้ของประเทศฝรั่งเศส ด้วยวัย 70 ปี จอหน์ โฮลดิ้ง (แฟนบอลเรียกเขาว่า King John) เขาทุ่มเวลาให้กับสโมสรกว่า 20 ปี เพื่อสโมสรลิเวอร์พูลทุกด้าน ทั้งด้านการเงิน การบริหารทีม พิธีศพของเขายิ่งใหญ่มาก โดยนักเตะของ ลิเวอร์พูล และก็เอฟเวอร์ตัน ช่วยกันแบกโลงศพของเขา ธงของทั้งสองสโมสร คลุมโลงศพของเขา ทุกคนในเมืองลิเวอร์พูลต่างเศร้ามาก กับการจากไปอย่างไม่มีวันกลับของ KING JOHN ผู้สร้างความยิ่งใหญ่ให้กับเมือง
หลังจากที่ทีมคว้าแชมป์ดิวิชั่น 1 ได้ไม่นานก็เกิดปัญหาเมื่อ สมาคมฟุตบอลอังกฤษ ได้วางกฏว่า "นักเตะทุกคน ต้องได้เงินรายสัปดาห์เท่ากัน คือ 4 ปอนด์ต่อสัปดาห์" โดยไม่มีโบนัส แต่จะมีในตอนจบฤดูกาลเท่านั้น สร้างความไม่พอใจ ให้กับนักเตะจำนวนมาก ซึ่งยุคนั้นมีแฟนบอลกว่า 18,000 คนมาชมเกม พวกนักเตะน่าจะมีเงินค่าเหนื่อยมากกว่า 10 ปอนด์/สัปดาห์ กฏนี้ ทำให้นักเตะหลายคน ไม่อยากเล่น สิ่งนี้เองทำให้ แม็คแคนนา กดดันอย่างมาก แต่ก็ต้องทำตามระบบการเงินของฟุตบอลลีก และทำให้กนักเตะหลายๆ คนต้องย้าย และแขวนสตั๊ดในที่สุด เหลือไว้แต่เพียง "อเล็กซ์ เร็สแบ็ค" ที่สโมสรรั้งเขาไว้ โดยจ้างพิเศษในฐานะสมุห์บัญชี และเจ้าหน้าที่เก็บเงินป้ายโฆษณา
แต่แล้วฤดูกาลต่อมา ทีมก็ไม่สามารถป้องกันแชมป์ไว้ได้โดยได้อันดับกลางตารางเท่านั้น ในฤดูกาล 1902- 1903 ได้อันดับ 5 และแย่ลงไปอีกเมื่อฤดูกาลต่อมาเกือบตกชั้นดีที่สโมสรสามารถชนะในการแข่งขัน เทสต์ แม็ตซ์ กับทีม เวสต์บรอมวิช
ลิเวอร์พูลยอดทีมของเกาะอังกฤษที่ประสบความสำเร็จที่สุดตลอดกาล
ทีมซึ่งเป็นแชมป์สูงสุดของประเทศมากเป็นประวัติการณ์ถึง 18 ครั้ง ชนะเลิศ
FA Cup และ League Cup อีกอย่างละ 5 สมัย ถ้วย UEFA Cup อีก 2 ใบ
และโลดแล่นในแชมป์สูงสุดของยุโรป European Cup ถึง 4 ครั้ง
เท่านั้นยังไม่พอ เป็นแชมป์ European Super Cup อีก 1
สมัยและรองแชมป์สโมสรโลกหนึ่งครั้งในปี 1981
ตำนานของยอดทีมลิเวอร์พูลเริ่มต้นในถิ่นของคู่ปรับเก่าเอฟเวอร์ตัน
ทีมซึ่งมีสนามเหย้าเป็นของตัวเองที่ชื่อ "Anfield"
แต่ด้วยข้อขัดแย้งบางอย่างทำให้เอฟเวอร์ตันต้องลาจากถิ่นเดิมของตัวเองไปใช้สนามใหม่ที่ชื่อว่า
"Goodison" และหลังจากนั้นเอง จอห์น ฮูลดิ้ง ผู้เป็นเจ้าของสนาม Anfield
ก็ได้ก่อตั้งสโมสรแห่งใหม่ขึ้น โดยให้ชื่อว่า Liverpool Association
Football Club
ด้วยการเพิ่มจำนวนของทีมฟุตบอลในลีก
ทำให้เกิดดิวิชั่น 2 ขึ้นในปี 1893
ซึ่งเป็นปีเดียวกับสโมสรที่ชื่อว่าลิเวอร์พูลได้เข้าร่วมการแข่งขันเป็นครั้งแรกโดยเริ่มต้นในดิวิชั่น
2 โดยนัดแรกของสโมสรแห่งนี้ สามารถเอาชนะทีม Middlesbrough Ironopolis
ไปได้ 2 ประตูต่อ 0
แชมป์แรกของยอดทีมในตำนานอย่างลิเวอร์พูลเกิดขึ้นในฤดูกาลแข่งขันปี
1900-01 สามารถคว้าแชมป์ลีกได้เป็นครั้งแรกของสโมสร
สถิติอันน่าอัศจรรย์คือไม่แพ้ใครเลยใน 12 เกมส์ท้ายสุดของการแข่งขัน
และจบด้วยจำนวน 45 แต้ม ห่างจากทีม Sunderland ซึ่งตามมาในอันดับ 2 เพียง
2 แต้มเท่านั้น
ในช่วงทศวรรษแรกของศตวรรษใหม่
แชมป์ตกอยู่ในมือของลิเวอร์พูลอีกครั้งในฤดูกาล 1905-06
ซึ่งเป็นเพียงฤดูกาลแรกหลังจากขึ้นชั้นมาจากดิวิชั่น 2
แต่กระนั้นลิเวอร์พูลก็ยังไม่หยุดที่จะกอบโกยความสำเร็จ
โดยคว้าแชมป์ลีกอีก 2 ครั้งในปี 1922 และปี 1923 และเป็นรองแชมป์ FA Cup
ในปี 1914 จากการแพ้ต่อ Burnley ไปอย่างฉิวเฉียด 1 ประตูต่อ 0
ทันทีที่สงครามโลกครั้งที่สองยุติลง
ลิเวอร์พูลก็คว้าแชมป์ได้อีกครั้ง แต่ไม่เท่าไร
ก็ต้องตกลงไปเล่นในดิวิชั่น 2 ในปี 1954 อย่างไรก็ดี
การเข้ามากุมบังเหียนของยอดกุนซือชาวสก๊อตอย่าง บิล แชงค์ลีย์ (Bill
Shankly) ในเดือนธันวาคม ค.ศ. 1959
กำลังจะทำให้บางสิ่งบางอย่างในสโมสรแห่งนี้เปลี่ยนแปลงไปโดยทุกคนไม่ทันได้รู้สึกตัว
ในปี 1962 คะแนนเพียง 8
แต้มก็เพียงพอจะทำให้ลิเวอร์พูลเป็นแชมป์ดิวิชั่น 2
และผงาดขึ้นสู่ลีกสูงสุดของประเทศอีกครั้งดังเช่นที่เคยเป็นมา
ในปีแรกที่กลับเข้าสู่ตารางของดิวิชั่น 1 ลิเวอร์พูลก็คว้าแชมป์ได้ทันที
ด้วยการทิ้งห่างตำแหน่งที่สองซึ่งเป็นคู่ปรับตลอดกาลอย่าง Manchester
United ถึง 4 แต้ม
แต่นั่นก็เป็นเพียงจุดเริ่มต้นเท่านั้น
ตำนานความสำเร็จที่แท้จริงของลิเวอร์พูลกำลังจะปรากฏให้เห็น
ลิเวอร์พูลเถลิงความสำเร็จแรกของแชมป์ FA Cup ด้วยการเอาชนะ Leeds United
ในการต่อเวลาไปด้วยสกอร์ 2 ประตูต่อ 1 ความสำเร็จของถ้วยนี้
ทำให้ลิเวอร์พูลมีที่นั่งในการชิงชัย European Cup-Winners' Cup ในปี
1965-66 และเอาชนะยอดทีมในขณะนั้นอย่าง Celtic และ Juventus กลุยทางไปสู่
แฮมป์เด้น ปาร์ค ในรอบชิงชนะเลิศ
แต่น่าเสียดายที่ลิเวอร์พูลทำได้แค่รองแชมป์เมื่อแพ้ต่อทีม Borussia
Dortmund หลังจากต่อเวลาไปเพียง 2 ประตูต่อ 1
แต่แชมป์ลีกสูงสุดในปี
1965-66 ก็ทำให้ลิเวอร์พูลกลับสู่เส้นทางยุโรปอีกครั้งใน European Cup
ถึงแม้ว่าใน 2 ปีก่อนหน้านั้น ลิเวอร์พูลจะทำได้ดีถึงรอบรองชนะเลิศ
แต่ในคราวนี้ การแพ้ต่อ Ajax ทำให้ลิเวอร์พูลจบเส้นทางเพียงรอบสองเท่านั้น
เป็นเวลาถึง 6 ปีที่ลิเวอร์พูลไม่ได้สัมผัสแชมป์ใดๆ อีกเลย
จนกระทั่งฤดูกาล 1972-73
ลิเวอร์พูลเป็นแชมป์ลีกสูงสุดอีกครั้งโดยทิ้งห่างตำแหน่งรองแชมป์อย่าง
Arsenal อยู่ 3 แต้ม และเข้าสู่ทำเนียบแชมป์ของยุโรปในเวลาต่อมา
โดยสร้างความเจ็บปวดให้กับแฟน Borussia Munchengladbach ถึงถิ่นด้วยการชนะ
3 ประตูต่อ 0 แต่ก็กลับมาเล่นพลาดกันเองในถิ่น ถูก Munchengladbach
ลบรอยแค้นไปได้ด้วยสกอร์ 2 ประตูต่อ 0
แต่ก็ไม่เพียงพอที่จะหยุดยั้งลิเวอร์พูลไม่ให้เป็นแชมป์ UEFA Cup
เป็นครั้งแรกได้ ผลประตูรวม 3 ประตูต่อ 2 ทำให้โทรฟี่ UEFA Cup
ในครั้งนั้นเป็นจุดเริ่มต้นของถ้วยยุโรปอื่นๆ อีกมากมายในเวลาต่อมา
แชงค์ลีย์
ยังพาลิเวอร์พูลเป็นแชมป์ FA Cup ในปี 1971
และกลับเข้าสู่สนามเวมบลีย์อีกครั้งในปี 1974 และเอาชนะ Nescastle
ไปได้ถึง 3 ประตูต่อ 0
ปิดท้ายตำนานอันยิ่งใหญ่ของเขาด้วยการพาลิเวอร์พูลเป็นรองแชมป์ลีกในปีสุดท้ายที่เขาคุมทีม
บ๊อบ เพรียสลี่ย์ (Bob Paisley) รับช่วงการคุมทีมต่อจากแชงค์ลีย์
แม้จะไม่ประสบความสำเร็จด้วยการเป็นแชมป์ในปีแรกที่เข้าคุมทีม แต่ในปี
1975-76 ลิเวอร์พูลก็คว้าแชมป์ UEFA Cup มาครองได้เป็นครั้งที่สอง
ด้วยการชนะ Bruges สกอร์รวม 4 ประตูต่อ 3
และแชมป์ลีกก็กลับมาเป็นของลิเวอร์พูลอีกครั้งโดยทิ้งรองแชมป์อย่าง Queens
Park Rangers เพียงแต้มเดียว
ฤดูกาล 1976-77
ลิเวอร์พูลเกือบเป็นทีมจากอังกฤษทีมแรกที่คว้าทริปเปิ้ลแชมป์ คือ
แชมป์ลีกสูงสุด แชมป์ FA Cup และแชมป์ European Cup
แม้จะเรียกได้ว่าเป็นแชมป์ลีกสูงสุดตั้งแต่ยังไม่ได้เริ่มเขี่ยบอล
แต่ก็พลาดท่าพ่ายต่อคู่ปรับอย่าง Manchester United ใน FA Cup
รอบชิงชนะเลิศ ไป 2 ประตูต่อ 1 แต่อย่างไรก็ดี อีก 4 วันต่อมา
ลิเวอร์พูลก็บุกไปคว้าถ้วย European Cup มาจากกรุงโรม ด้วยการชนะ Borussia
Munchengladbach 3 ประตูต่อ 1 และไม่หยุดแค่นั้น ยังคว้าแชมป์ European
Super Cup ด้วยการเอาชนะ SV Hamburg สกอร์มโหฬารถึง 7 ประตูต่อ 1
แต่แมตซ์ชิงชนะเลิศ
European Cup ก็กลายเป็นแมตซ์สุดท้ายของเควิน คีแกน (Kevin Keegan)
และย้ายจะไปเล่นให้กับ SV Hamburg ในฤดูกาลหน้า
แต่โชคยังเข้าข้างลิเวอร์พูล เพราะผู้เล่นที่เข้ามาแทนที่คีแกน ก็คือ
อดีตผู้เล่นของ Celtic ที่ชื่อว่า เคนนี่ ดัลกลิช (Kenny Delglish)
นั่นเอง
ในฤดูกาลต่อมาปี 1977-78
ลิเวอร์พูลก็ประกาศศักดาด้วยการป้องกันแชมป์ยุโรปได้สำเร็จ
และผู้ที่มีส่วนในชัยชนะ 1 ประตูต่อ 0 เหนือทีมเบลเยี่ยมอย่าง Bruges
ก็ไม่ใช่ใครที่ไหน เคนนี่ ดักลิช นั่นเอง
Nottingham Forest
เป็นแชมป์ลีกสูงสุดในปีเดียวกันกับที่ลิเวอร์พูลป้องกันแชมป์ European Cup
ไว้ได้ ทำให้มีทีมจากอังกฤษถึง 2 ทีมในถ้วย European Cup ในฤดูกาลถัดมา
และด้วยความบังเอิญ รอบแรกลิเวอร์พูลต้องโคจรมาพบกับ Nottingham Forest
และเป็น Forest ที่เอาชนะลิเวอร์พูลจนก้าวไปคว้าถ้วย European Cup
ได้สำเร็จ
ในปี 1978-79
ลิเวอร์พูลก็คว้าแชมป์ลีกสูงสุดไว้ได้อีกครั้ง
และก็ป้องกันแชมป์ได้อีกในฤดูกาล 1979-80 ต่อมา
และในฤดูกาลนี้เองเป็นการปรากฏตัวของยอดกองหน้าที่ไม่มีใครรู้จักมาก่อน
ชื่อของเขาก็คือ เอียน รัช (Ian Rush) เขาย้ายมาจาก Chester City
และเริ่มเป็นที่รู้จักในเวทียุโรปเมื่อสโมสรลิเวอร์พูลคว้าแชมป์ European
Cup เป็นครั้งที่สาม ด้วยการเอาชนะยอดทีมอย่าง Real Madrid ด้วยประตู 1
ต่อ 0 และทำให้ เพรียสลี่ย์
เป็นผู้จัดการทีมคนแรกที่พาลิเวอร์พูลคว้าแชมป์สูงสุดของยุโรปได้ถึง 3
ครั้ง ช่วงฤดูร้อนในปี 1981 ที่ลิเวอร์พูลกำลังชื่นชมกับความสำเร็จ
แต่แล้วในวันที่ 28 กันยายน ปี 1981
ลิเวอร์พูลต้องโศกเศร้ากับการจากไปอย่างไม่มีวันกลับของผู้สร้างรากฐานความสำเร็จของทีมอย่าง
บิล แชงค์ลีย์
มีผู้ศรัทธาหลายพันคนร่วมงานไว้อาลัยต่อการจากไปของผู้ชุบชีวิตสโมสรที่วนเวียนอยู่ในดิวิชั่น
2 สู่ยอดทีมในระดับยุโรป.....บิล แชงค์ลีย์
ในช่วงต้นทศวรรษที่
80 ลิเวอร์พูลยังคงประสบความสำเร็จอย่างต่อเนื่องดังเช่นในช่วงปีที่ผ่านๆ
มา แชมป์ League Cup ในปี 1981 และในปี 1982 แชมป์ลีกสูงสุดในปี 1982
และปี 1983 แทบจะทำให้ยอดทีมอย่างลิเวอร์พูลไร้เทียมทานในยุคนั้น
ตอนปลายของฤดูกาล 1983 บ๊อบ
เพรียสลี่ย์ก้าวลงจากตำแหน่งผู้จัดการทีมหลังจากพาทีมลิเวอร์พูลยิ่งใหญ่ถึง
9 ปี และผู้ที่รับช่วงต่อก็คือ โจ เฟอร์แกน (Joe Fagan)
ตำนานอีกบทหนึ่งของระบบบูทรูมสตาฟ (Boot Room Staff) และเฟอร์แกน
ก็พาลิเวอร์พูลเป็นทั้งแชมป์ลีกและแชมป์ยุโรปในปีแรกที่เขาเข้ามาคุมทีม
คู่ต่อกรทีมลิเวอร์พูลในปีนั้นก็คือ
โรม่า หลังต่อเวลาพิเศษออกไปแล้วยังเสมอกัน 1 ประตูต่อ 1
จนต้องตัดสินชี้ชะตาแชมป์ด้วยการยิงจุดโทษ สตีฟ นิโคล (Steve Nicol)
รับอาสายิงเป็นคนแรก แต่แล้วก็พลาด แม้ลิเวอร์พูลจะตกเป็นรอง
แต่โชคก็ยังเข้าข้าง เมื่อโรม่าพลาดการยิงจุดโทษในลูกสุดท้าย
ทำให้ลิเวอร์พูลเป็นฝ่ายกำชัยไปด้วยสกอร์ 4 ประตูต่อ 2
หงส์แดงยังแรงฤทธิ์ต่อมาอีกในฤดูกาลถัดมาด้วยการเข้าชิงชนะเลิศในถ้วย
European Cup แต่แล้วเหตุการณ์ไม่คาดฝันที่สนามเฮสเซล (Heysel Stadium)
ก็สร้างบทเรียนหลายอย่างให้กับวงการฟุตบอล
รวมถึงการห้ามเข้าร่วมแข่งขันบอลถ้วยยุโรปของทีมจากอังกฤษเป็นเวลาหลายปี
ช่วงเวลาไม่นานหลังจากเหตุการณ์นั้นผ่านพ้นไป
โจ เฟอร์แกน ก็ก้าวลงจากตำแหน่ง และเคนนี่ ดัลกลิช (Kenny Dalglish)
ก็รับหน้าที่ผู้เล่น ผู้จัดการทีมต่อจากโจ เฟอร์แกน
แต่ด้วยเหตุผลที่ไม่อาจเข้าร่วมการแข่งขันในถ้วยยุโรปได้
ก่อนสิ้นทศวรรษที่ 80ลิเวอร์พูลก็กวาดแชมป์ลีกสูงสุดต่อมาอีก 3 ครั้ง
และเป็นแชมป์ FA Cup อีกครั้งในปี 1986 และปี 1989 รองแชมป์ League Cup
ในปี 1987 และรองแชมป์ FA Cup ในปี 1988 หลังจากแพ้ทีม Wimbledon
ในเดือนกุมภาพันธ์
ปี 1991
ดัลกลิชลาออกจากตำแหน่งผู้จัดการทีมด้วยเหตุผลที่ว่าไม่อาจทนแรงกดดันจากการเป็นยอดทีมของลิเวอร์พูลได้
รอนนี่ มอแรน (Ronnie Moran) เข้ามารับหน้าที่จัดการทีมในช่วงสั้นๆ
เพื่อไม่ให้แฟนทีมเกิดความวิตก ในช่วงเดือนเมษายน เกรแฮมม์ ซูเนส (Graeme
Souness) ก็ได้รับการแต่งตั้งให้เป็นผู้จัดการทีมคนต่อมาของลิเวอร์พูล
ลิเวอร์พูลจบฤดูกาลด้วยตำแหน่งรองแชมป์ และในปีถัดมาคว้าแชมป์ FA Cup
ด้วยการเอาชนะทีมในดิวิชั่น 2 อย่าง Sunderland
ในนัดชิงชนะเลิศพร้อมกับการแจ้งเกิดของปีกดาวรุ่งอย่างสตีฟ แม็คมานามาน
ซูเนสยังคงอยู่ในตำแหน่ง
จนกระทั่งเดือนมกราคม ปี 1994
เขาก็รอดตัวจากทั้งการผ่าตัดหัวใจและกระแสข่าวในแง่ร้ายหลังจากเรื่องราวบางส่วนของเขาได้ถูกตีพิมพ์ในหนั
งสือพิมพ์
แต่แล้วหลังจากที่เขาพาทีมลิเวอร์พูลพ่ายแพ้ต่อทีม Bristol City
เขาก็ลาออกจากตำแหน่ง และมอบภาระอันหนักอึ้งในฐานะผู้จัดการทีมให้กับรอย
อีแวนส์ (Roy Evan) เป็นผู้สานต่อ
ฤดูกาล 1993-94
ลิเวอร์พูลจบด้วยการคว้าเพียงตำแหน่งอันดับที่ 8 ของตารางพรีเมียร์ชิพ
ถือเป็นสถิติที่ย่ำแย่ที่สุดนับแต่ปี 1962
ที่ลิเวอร์พูลได้เลื่อนชั้นขึ้นมาสู่ลีกสูงสุดของประเทศ
เรื่องน่าเศร้าก็ยังไม่หมดแค่นั้น อัฒจรรย์ฝั่ง Kop
ที่มีชื่อเสียงที่สุดของ Anfield
ต้องถูกปรับปรุงใหม่หมดตามความต้องการในรายงานของเทเลอร์ (Taylor Report)
ที่อยากให้อัฒจรรย์ของทีมในพรีเมียร์ชิพเป็นที่นั่งทั้งหมด ฉะนั้น Kop
Terrace จึงถูกสร้างขึ้นใหม่เป็นที่นั่งทั้งหมดและมีชื่อว่า Art stand
ชัยชนะเหนือ
Bolton Wanderers ในปี 1995
ทำให้ลิเวอร์พูลก้าวขึ้นสู่ตำแหน่งแชมป์อีกครั้ง แม้จะเป็นเพียงแชมป์
League Cup ก็ตาม แต่ก็ต้องพ่ายแพ้อย่างเจ็บปวดที่สุดแก่ทีม Manchester
United ในรอบชิงชนะเลิศ FA Cup เมื่อปี 1996
ทั้งหมดนี้เป็นความสำเร็จที่ดีที่สุดเท่าที่ลิเวอร์พูลจะไขว่คว้าได้ในรอบ
3 ปีหลังสุด แต่ด้วยนักเตะรุ่นใหม่ไฟแรงอย่าง รอบบี้ ฟาวเลอร์ หรือสตีฟ
แม็กมานามาน แม้กระทั่งเจมี่ เรดแนปป์ ซึ่งต่างกระหากในชัยชนะ
ลิเวอร์พูลจึงยังคงเป็นทีมที่มีลุ้นแชมป์อยู่ตลอดเวลาในหลายฤดูกาลถัดมา
ทีมที่ยิ่งใหญ่อย่าง
Burnley และ Peston North End ต่างก็กลายเป็นทีมที่ตกต่ำลงเรื่อยๆ
และลิเวอร์พูลก็ดูเหมือนจะเป็นหนึ่งในยอดทีมของอังกฤษที่กำลังประสบภาวะการณ์เช่นนั้น
แต่สโมสรก็ยังสามารถผลิตนักเตะชั้นแนวหน้าอนาคตไกลได้อย่างต่อเนื่อง
นักเตะรุ่นเยาว์ที่มีพรสวรรค์อย่างไมเคิล โอเว่น
อาจเป็นตัวอย่างที่ดีเพื่อพิสูจน์คำกล่าวข้างต้น
แต่ถึงกระนั้นก็ตามความสามารถอย่างล้นเหลือของผู้เล่นเพียงคนเดียวก็ไม่อาจพาทีมลิเวอร์พูลกลับสู่เส้นทาง
แห่งความสำเร็จได้ ลิเวอร์พูลยังคงต้องกระเสือกกระสนดิ้นรนต่อสู้เพื่อให้ได้มาซึ่งความสำเร็จในลีกสูงสุดของประเทศและเส้นทา
งของถ้วยยุโรป
ในฤดูกาล
1997-98 ลิเวอร์พูลจบด้วยอันดับที่ดีที่สุดเพียงแค่อันดับ 3
แต่สำหรับลิเวอร์พูลแล้วอันดับที่ 3
ยังไม่ใช่หนทางแห่งความสำเร็จที่ทุกคนต้องการ เดือนพฤศจิกายน ปี 1998
ลิเวอร์พูลพบกับความปราชัยครั้งยิ่งใหญ่ เมื่อระยะเวลาเพียงแค่ 7 วัน
ลิเวอร์พูลต้องพบกับความพ่ายแพ้ติดต่อกันถึง 3 นัดในถิ่น Anfield
ของตัวเอง
รอย อีแวนส์ ต้องจากสโมสรไปด้วยความขมขื่น
ทิ้งให้เป็นภาระหน้าที่ของกุนซือชาวฝรั่งเศสอย่าง เชราร์ด ฮูลิเยร์
(Gerard Houllier) ทำหน้าที่ต่อไปเพียงผู้เดียว หลังจากทั้งสองคนใช้เวลา 3
เดือนก่อนหน้านี้ในการร่วมกันคุมทีมลิเวอร์พูล
ฮูลิเยร์เริ่มต้นปรับเปลี่ยนทีมอย่างมโหฬารในช่วงฤดูร้อนของปี
1998 ด้วยการปล่อยนักเตะอย่าง สตีฟ แม็กมานามาน, เดวิด เจมส์, พอล อินซ์
และร็อบ โจนส์ ออกจากทีม และคว้าตัวนักเตะ ซึ่งเป็นชาวต่างชาติเข้าสู่ทีม
ฮูลิเยร์ปรับเปลี่ยนทีมเพื่อให้พร้อมที่จะก้าวสู่ความสำเร็จดังเช่นในอดีตอีกครั้ง
แต่ความสำเร็จนั้นไม่อาจเป็นจริงได้เพียงชั่วข้ามคืนแต่ต้องรอถึง 2
ฤดูกาลถัดมา ลิเวอร์พูลจึงคว้าถ้วยแชมป์ถึง 3
ใบเข้าสู่สโมสรในเวลาเดียวกัน ถ้วย League Cup เป็นผลมาจากชัยชนะเหนือ
Birmingham และถือเป็นแชมป์แรกในรอบ 6 ปีของทีมอย่างลิเวอร์พูล
และตามมาติดๆ ด้วยแชมป์ FA Cup ตบท้ายในอีก 2 เดือนถัดมาด้วยถ้วย UEFA Cup
จากการชนะทีมจากสเปนสกอร์ 5 ประตูต่อ 4 หลังจากต่อเวลาพิเศษ
(และหลังจากนั้นก็คว้า Super Cup มาครองได้อีกหนึ่งใบ – ผู้แปล)
แปลและเรียบเรียงโดย เอเธนส์

หลังจากที่ลิเวอร์พูลคว้าแชมป์ยูโรเปี้ยนคัพสมัยที่ 5 ได้สำเร้จในปี 2005 ยูฟ่าก็ได้มอบเครื่องหมายนี้ไว้เป็นรางวัลแห่งความสำเร็จ ทีมที่ได้แชมป์ยูโรเปี้ยนคัพอย่างน้อย 5 สมัย หรือสามารถคว้าแชมป์ได้ 3 สมัยติดต่อกันเท่านั้น จึงจะมีสิทธิ์สวมเครื่องหมายอันทรงเกียรตินี้

ป้าย This is Anfield แบบดั้งเดิมที่นำมาจากสนามฟุตบอล ในปัจจุบันนี้ ตัวหงส์ (หรือนก Liver bird) มีการเปลี่ยนแปลงไปเล็กน้อย ในครั้งแรก บิลแชงคีลย์ได้นำมาใช้เพื่อเตือนสตินักฟุตว่า พวกเขาอยู่ที่ใดกันแน่

นี่เป็นตราประจำสโมสรที่ใช้อยู่ในปัจจุบัน โดยมีเปลวไฟแห่งความยุติธรรมอยู่ลุกโชติช่วง 2 ข้าง (เปลวไปเพื่อเรียกร้องความเป็นธรรมให้กับ 96 ชีวิตที่จากไปในโศกนาฏกรรมที่ฮิล์สโบโร่) ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา เปลวไฟได้มีการเปลี่ยนแปลงไปเล็กน้อย ดังจะเห็นได้จากภาพต่อไป

เปลวไฟแห่งความยุติธรรมเปลี่ยนแปลงไปเล็กน้อยจากตราประจำสโมสรครบ 100 ปี

ตราสโมสรนี้ ใช้เฉลิมฉลองสโมสรมีอายุครบ 100 ปีในปี 1992 และ ใช้กันอย่างแพร่หลาย โดยมีเพียงสีต่างๆเท่านั้นที่เปลี่ยนแปลงไปเมื่อปรากฏบนสินค้าของสโมสร

ตราประจำสโมสรหลากสีนี้ ใช้มาหลายปี ถึงแม้ว่าไม่ค่อยได้ปรากฏให้เห็นในชุดแข่ง ตราสโมสรรูปแบบนี้เป็นต้นแบบให้กับตราสโมสรที่ใช้อยู่ในปัจจุบัน

ตราสโมสรนี้มีขึ้นหลังจากความสำเร็จของลิเวอร์พูลในปี 1985/86 เมื่อพวกเขาคว้าดับเบิ้ลแชมป์มาได้และตกลงให้ Crown Paints เป็นสปอนเซอร์

โลโก้ที่เห็นอยู่นี่มีจุดประสงค์เพื่อการค้าเท่านั้น แต่ใช้อยู่เพียง 1 ปีก็หายไป

หงส์ในยุคแรกๆ ซึ่งใช้บนปกคู่มือยูโรเปี้ยน คัพ รอบชิงชนะเลิศปี 1981

โลโก้สินค้าของรีบ็อคสำหรับแฟนบอลรุ่นเยาว์
โลโก้ในปัจจุบันที่มีการปรับเปลี่ยนเมื่อลิเวอร์พูล อะคาเดมี่เริ่มดำเนินงาน โลโก้ดังกล่าวปรากฎให้เห็นทั่วไปบนตึกของอะคาเดมี่
เฮย์เซล 29 พฤษภาคม 2528 โศกนาฏกรรมที่ไม่มีวันลืม
เวลาบ่าย 3 โมง 6 นาที ในวันที่ 15 เมษายนของทุกปี
แฟนลิเวอร์พูลหลายพันคนทั่วโลกพร้อมใจกันหยุดกิจวัตรประจำวันของตนเพื่อยืนสงบนิ่งและไว้อาลัยให้กับแฟนบอ
ล 96 คนที่เสียชีวิตจากโศกนาฏกรรมที่สนามฮิลส์โบโร่ในปี 2532 .......
เฮย์เซล 29 พฤษภาคม 2528 โศกนาฏกรรมที่ไม่มีวันลืม
เวลาบ่าย 3 โมง 6 นาที ในวันที่ 15 เมษายนของทุกปี
แฟนลิเวอร์พูลหลายพันคนทั่วโลกพร้อมใจกันหยุดกิจวัตรประจำวันของตนเพื่อยืนสงบนิ่งและไว้อาลัยให้กับแฟนบอ
ล 96 คนที่เสียชีวิตจากโศกนาฏกรรมที่สนามฮิลส์โบโร่ในปี 2532

นับเป็นวันแห่งความโศกเศร้าสำหรับแฟนบอลลิเวอร์พูลจำนวนมาก แต่อย่างไรก็ตาม แฟนบอลทั้งหลายไม่ได้ร่วมกันยืนสงบนิ่งเพื่อไว้อาลัยให้กับแฟนบอลที่ไม่มีวันเดินกลับออกมาจากสนามฟุตบอลเ
พียงวันนี้วันเดียวเท่านั้น
หากวันที่15 เมษายน คืนวันแห่งความเศร้าโศกที่สุดในประวัติศาสตร์ของสโมสรลิเวอร์พูลแล้ว วันที่ 29 พฤษภาคมก็นับว่าเป็นวันแห่งความอื้อฉาวที่สุด วันนี้เมื่อ 18ปีที่แล้ว แฟนบอล 39 คนต้องสังเวยชีวิตหลังจากที่กำแพงถล่มลงมาทับ ณ สนามเฮย์เซลในประเทศเบลเยี่ยม แทนที่จะกลายเป็นวันที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์ของสโมสร กลับกลายเป็นฝันร้าย แทนที่เราจะได้เดินทางกลับจากกรุงบรัซเซลพร้อมกับแชมป์ยูโรเปี้ยน คัพสมัยที่ 5 สาวกลิเวอร์พูลกลับต้องเดินทางสู่ประเทศอังกฤษพร้อมภาพการสังเวยชีวิตของแฟนบอลชาวอิตาเลียน 38 คนและแฟนบอลชาวเบลเยี่ยมอีก 1 ชีวิต
ลิเวอร์พูลไม่เห็นด้วยเรื่องสนามที่จะใช้จัดการแข่งขันฟุตบอลรอบชิงชนะเลิศนัดนี้ ก่อนที่กลุ่มแฟนบอลที่แสดงความเป็นมิตรอยู่ภายนอกเริ่มก่อความวุ่นวายภายในสนาม นอกจากข้อเท็จจริงที่ว่าอัฒจันทร์เริ่มจะพังตัวลงมาแล้วนั้น ลิเวอร์พูลยังกังวลเป็นอย่างมากเรื่องที่นั่งที่จัดไว้สำหรับแฟนบอลชาวเบลเยี่ยมที่เข้ามาชมเกมแต่ไม่ได้เ
ชียร์ทีมใด ลิเวอร์พูลแย้งว่า แฟนบอลลิเวอร์พูลและยูเวนตุสเท่านั้นที่ควรจะได้สิทธิ์ซื้อตั๋วเข้าชมการแข่งขัน การแบ่งที่นั่นสำหรับแฟนบอลที่ไม่ได้เชียร์ทีมใดเลยนั้น เปิดโอกาสให้แฟนบอลชาวเบลเยี่ยมนำตั๋วผีออกมาขาย ซึ่งจะทำให้ที่นั่งนั้นมั่วฝ่ายกัน ซึ่งภายหลังได้รับการตรวจสอบแล้วว่าที่นั่งสำหรับแฟนบอลที่เป็นกลางนั้นเต็มไปด้วยแฟนบอลชาวอิตาเลียนทั้ง
หมด
หนึ่งชั่วโมงก่อนจะเริ่มเกม ความดุเดือดในสนามก็เริ่มสร้างปัญหาขึ้น แฟนบอลทั้งสองฝ่ายตะโกนยั่วโมโหกันไปมาผ่านรั้วลวดที่กั้นอยู่อย่างไม่แข็งแรงนัก หลังจากที่แฟนบอลฝั่งลิเวอร์พูลโดนปาสิ่งของกระหน่ำใส่ แฟนลิเวอร์พูลบางส่วนก็เข้าโจมตีแฟนบอลชาวอิตาเลียน เมื่อความวุ่นวายในสนามควบคุมไม่อยู่แล้ว แฟนยูเวนตุสก็รีบหนีไปทางกำแพงซึ่งได้พังทลายลงมาทับร่างของพวกเขา แฟนบอล 39 รายเสียชีวิตอยู่ตรงนั้นเอง


คืนวันนั้น ยูเวนตุสคว้าแชมป์ยูโรเปี้ยนคัพด้วยการคว้าชัยชนะ 1-0 แต่การแข่งขันในนัดนั้น กลับไม่มีใครอยากจดจำ
เคนนี่ ดัลกลิช ผู้เล่นยอดเยี่ยมตลอดกาลของลิเวอร์พูลเองก็เช่นกัน เขาไม่มีวันลืมเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในเบลเยี่ยมคืนนั้น
“ผมไม่สามารถโยนความผิดให้แฟนลิเวอร์พูลได้ เมื่อฝ่ายตรงข้ามปาสิ่งของเข้าทำร้ายคุณ เป็นเรื่องยากที่คุณจะอยู่เฉยๆได้” ดัลกลิชรำลึกถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น “ข้อเท็จจริงจะบอกกับเราเองว่า ผู้เสียชีวิตดังกล่าวไม่ได้มาจากการกระทำของแฟนบอลลิเวอร์พูล หากปีที่แล้วคุณโดนใครปาก้อนหินเข้าใส่ คุณก็คงไม่ปล่อยให้เขาทำอย่างนั้นกับคุณอีกครั้งหรอก ปัญหาครั้งนี้เกิดขึ้นจากจุดนี้แหละ”
ดัลกลิชยอมรับว่า นักเตะลิเวอร์พูลเองไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้นในสนามแข่งขัน จนกระทั่งเช้าวันต่อมา
“เราเห็นแฟนบอลอิตาเลียนร้องไห้และรุมเข้าทุบรถบัสของเราตอนที่เราเดินทางออกจากโรงแรม” ดัลกลิชเล่าต่อ “ตอนที่เราออกจากบรัซเซลนั้น แฟนบอลอิตาเลียนโกรธแค้นมาก ผมเข้าใจดี เพราะเพื่อนของเขาอีก 39 ชีวิตต้องจากไปอย่างไม่มีวันกลับ ตำรวจจำนวนมากต้องเข้ามาคุ้มกันเรา ผมจำภาพแฟนบอลคนหนึ่งซึ่งเงยหน้ามาทางหน้าต่างตรงที่ผมนั่งอยู่ได้ เขาร้องไห้และส่งเสียงตะโกน คุณย่อมสงสารไม่ว่าใครก็ตามที่ต้องสูญเสียใครสักคนไปในเหตุการณ์แบบนั้น”
“คุณเข้าไปดูการแข่งขัน คุณคงไม่คาดว่าจะต้องเจอกับเหตุการณ์อย่างนั้นหรอก ใช่ไหม ฟุตบอลไม่ได้สำคัญถึงขนาดต้องแลกด้วยชีวิตหรอก ฟุตบอลไม่ได้มีค่ามากมายขนาดนั้นถึงขนาดทำให้ทุกสิ่งทุกอย่างที่เหลืออยู่ไร้ค่าลงไป แฟนยูเวนตุสไม่น่าปาก้อนหิน แฟนลิเวอร์พูลก็ไม่น่าโต้ตอบรุนแรงแบบนั้น แฟนบอลทั้ง 2 ฝ่ายก็คงไม่มีใครคาดคิดว่าจะเกิดเหตุการณ์นี้ขึ้น หากพวกเขารู้ว่าจะเกิดผลร้ายอะไรตามมา ผมแน่ใจว่า คงไม่มีแฟนบอลอิตาเลียนคนใดปาก้อนหินและแฟนลิเวอร์พูลเองก็คงไม่โต้ตอบกลับไปเช่นกัน ตอนนี้ต่างฝ่ายต่างก็คงเสียใจกับสิ่งที่เกิดขึ้น ผมแน่ใจ
ปีเตอร์ โรบินสัน รองประธานฝ่ายบริหารของสโมสรในขณะนั้นได้ออกมาเตือนก่อนแล้ว่า อาจมีเหตุการณ์ร้ายแรงเกิดขึ้นได้หากเกมนี้จัดขึ้นที่สนามเฮย์เซล โชคร้าย ที่คำพูดของเขาเป็นความจริง “เป็นเรื่องที่น่าหวาดผวาเหลือเกิน” โรบินสันกล่าว
29 พฤษภาคมเป็นวันที่จะอยู่ในความทรงจำของแฟนบอลลิเวอร์พูลและยูเวนตุส ขอเวลาเพียง 1 นาทีรำลึกถึงผู้ที่จากไปจากเหตุการณ์ที่เฮย์เซล และร่วมกันภาวนาว่า เรื่องแบบนี้จะไม่เกิดขึ้นอีก
แปลจาก HEYSEL MAY 29th 1985 : A DAY NEVER TO BE FORGOTTEN
ที่มา http://www.liverpoolfc.tv/lfc_story/heysel/
โศกนาฎกรรมแห่งฮิลส์โบโร
การแข่งขันฟุตบอลเอฟเอคัพรอบรองชนะเลิศระหว่างลิเวอร์พูลกับน็อตติ้งแฮมฟอเรสต์มีขึ้นที่สนามฮิลส์โบโร่ของเชฟฟิลด์ เว้นส์เดย์ในวันเสาร์ที่ 15 เมษายน 1989
แฟนบอลลิเวอร์พูลหลายพันคนเดินทางมาเพื่อเป็นสักขีพยานในการแข่งขันฟุตบอลนัดสำคัญนัดนี้ เจ้าหน้าที่ตำรวจได้รับคำสั่งให้ตรวจสอบยานพาหนะทุกคันเพื่อมิให้ผู้ใดนำเครื่องดื่มที่มีแอกอฮอล์เข้าไปใ
นสนาม ด้วยเหตุนี้เอง การจราจรจึงล่าช้าออกไป
คลื่นแฟนบอลลิเวอร์พูล 24,000
คนรวมตัวกันที่ประตูทางเข้าอัฒจรรย์ฝั่งเลพพิงส์ เลนตั้งแต่ก่อนเวลาบ่าย 2
โมง 30 นาที
และเนื่องจากแฟนบอลทุกคนจะต้องผ่านด่านตรวจตรงประตูทางเข้าเพื่อค้นหาเครื่องดื่มที่มีแอกอฮอล์และอาวุธต่างๆ แถวของแฟนบอลที่ยืนอยู่อย่างเป็นระเบียบจึงค่อยๆกลายเป็นกลุ่มมหาชนขนาดยักษ์ที่พยายามเบียดเสียดแย่งกันเ
ข้าสู่สนาม สถานการณ์ตรงทางเข้าที่คับแคบเหมือนคอขวดนั้น เริ่มจะควบคุมไม่ได้แล้ว หัวหน้าผู้บังคับการดั๊กเคนฟิลด์ซึ่งปฎิบัติหน้าที่อยู่ในวันนั้นจึงสั่งให้เปิดประตูซี
แฟนบอลต่างพากันกรูเข้าสู่อุโมงค์มุ่งสู่สนามเพื่อหาที่นั่งบนอัฒจรรย์ก่อนการแข่งขันจะเริ่ม อัฒจรรย์ฝั่ง 3 และ 4 ที่มีรั้วกั้นจึงอัดแน่นไปด้วยฝูงชน 24,000 คนซึ่งเกินอัตราจุของสนาม
เริ่มเกมไปได้เพียง 6 นาที ปีเตอร์ เบียร์ดส์ลีย์ยิงข้ามคานออกไป เพิ่งความบ้าคลั่งให้แฟนบอลที่ชมเกมอยู่เป็นทวีคูณ นั่นเป็นเหตุการณ์สุดท้ายที่เกิดขึ้น ผู้ตัดสินเป่านกหวีดหยุดเกมเมื่อเวลาบ่าย 3 โมง 6 นาที แฟนบอลต่างลนลานหนีตายออกมาอยู่บริเวณรอบๆตัวสนาม ดั๊กเคนฟิลด์จึงได้ขอกำลังเสริมเพราะคิดว่าแฟนบอลบุกรุกลงมาในสนามฟุตบอล
เมื่อเจ้าหน้าที่เดินทางมาถึงจึงพบว่า แฟนบอลจำนวนมากอยู่ในอาการสาหัส แฟนบอลอีกจำนวนหนึ่งได้ปีนหนีไปทางอัฒจรรย์ที่อยู่ติดกันและพยายามจะเปิดประตูสนามเพื่อหนีคลื่นแฟนบอลด้ว
ยกันเอง
เจ้าหน้าที่ช่วยเหลือผู้เคราะห์ร้ายออกมาจากกลุ่มคนอันหนาแน่น
ไม่นานนักพื้นสนามฟุตบอลก็เกลื่อนไปด้วยร่างของผู้ที่ได้รับบาดเจ็บและผู้เสียชีวิต
ป้ายโฆษณาข้างสนามก็นำมาทำเป็นเปลหามแฟนบอลออกไป ด้วยความหวังว่า
พวกเขาจะได้รับการรักษาอย่างทันท่วงทีหน่วยฉุกเฉินมาถึงล่าช้า ในสนามเต็มไปความโกลาหลเมื่อมีการเคลื่อนย้ายร่างผู้เสียชีวิตและผู้ที่ได้รับบาดเจ็บไปยังโรงยิมเนเซียมฮ
ิลส์โบโร่
แฟนบอล 96 ชีวิตจากไปอย่างไม่มีวันกลับจากโศกนาฎกรรมที่ฮิลส์โบโร่นี้ โดย 1 ในนั้น เสียชีวิตอีก 4 ปีให้หลังเนื่องจากสมองได้รับความกระทบกระเทือน ทั่วทั้งเมืองเต็มไปด้วยความโศกาอาดูร สมาชิกในครอบครัวต่างร่ำไห้คร่ำครวญหาคนรัก แอนฟิลด์กลายเป็นสุสานสำหรับเคารพศพ แฟนบอลผู้เศร้าโศกได้นำดอกไม้ ผ้าพันคอ และธงมาร่วมกันวางไว้บนอัฒจรรย์เดอะ ค็อป
แปลจาก The Hillsborough Tragedy by Alan Jackson และ Hillsborough 1989 by Mika Mntynen
ที่มา http://www.liverpool-mad.co.uk/news/loadfe...B2&id=69043 และ http://members.tripod.com/~fandom101/hillsborough.html


